หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตอบปัญหาเกี่ยวกับกฎหมาย



1. กฎหมาย คืออะไร?
คำจำกัดความของ กฎหมาย หมายถึงคำสั่งหรือข้อบังคับความประพฤติของมนุษย์  ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุด หรือรัฏฐาธิปัตย์เป็นผู้บัญญัติขึ้นผู้ใดฝ่าฝืน มีสภาพบังคับ

2. ลักษณะสำคัญของกฎหมาย มีอะไรบ้าง?

กฎหมายต้องมีลักษณะ  ๕ ประการดังนี้
1. กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ
                    หมายความว่า  กฎหมายนั้นต้องอยู่ในรูปของคำสั่ง  คำบัญชา  อันเป็นการแสดงออกซึ่งความประสงค์ของผู้มีอำนาจในลักษณะเป็นการบังคับ  เพื่อให้บุคคลอีกคนหนึ่งปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ  มิใช่เป็นการประกาศชวนเชิญเฉย ๆ  
                2. กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์ 
                   รัฎฐาธิปัตย์คือ  ผู้ที่ประชาชนส่วนมากยอมรับนับถือว่าเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน  โดยที่ไม่ต้องฟังอำนาจจากผู้ใดอีก  ดังนี้รัฎฐาธิปัตย์จึงไม่ต้องพิจารณาถึงที่มาหรือลักษณะการได้อำนาจว่าจะได้อย่างไร  แม้จะเป็นการปฏิวัติหรือรัฐประหารก็ตามถ้าหากคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารเป็นรัฎฐาธิปัตย์ที่สามารถออกคำสั่ง  คำบัญชาในฐานะเป็นกฎหมายของประเทศได้
                3. กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป
                    หมายความว่า  กฎหมายต้องเป็นเรื่องที่เมื่อประกาศใช้แล้วจะมีผลบังคับเป็นการทั่วไป  ไม่ใช่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุคคลหนึ่ง  หรือให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดปฏิบัติตามเท่านั้น  ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีอายุ  เพศ  หรือฐานะอย่างไรก็ตกอยู่ภายใต้ของการใช้บังคับกฎของกฎหมายอันเดียวกัน  (โดยไม่เลือกปฏิบัติ)  เพราะบุคคลทุกคนมีความเสมอภาคที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน  แม้กฎหมายบางอย่างอาจจะมีวัตถุประสงค์ที่จะให้ประโยชน์แก่บุคคล  หรือวางความรับผิดชอบให้แก่คนบางหมู่เหล่า  แต่ก็ยังอยู่ในความหมายที่ว่าใช้บังคับทั่วไปอยู่เหมือนกัน  
                4. กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อให้บุคคลปฏิบัติตาม
                    แม้การปฏิบัติบางครั้งอาจจะเกิดจากความไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติ  แต่หากเป็นคำสั่ง  คำบัญชาแล้ว  ผู้รับคำสั่ง  คำบัญชา  ต้องปฏิบัติตาม  หากขัดขืนไม่ปฏิบัติตามก็จะเกิดสภาพบังคับของกฎหมาย  อันเป็นผลร้ายต่อผู้ฝ่าฝืนคำสั่งนั้น  และเป็นที่พึงเข้าใจด้วยว่าผู้ที่อยู่ในฐานะที่จะรับคำสั่งและปฏิบัติตามกฎหมายได้นั้นต้องเป็นบุคคลตามกฎหมาย


3. กฎหมายมีความสำคัญหรือมีประโยชน์อย่างไร?
  1. กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบและความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมและประเทศชาติ  เมื่ออยู่รวมกันเป็นสังคมทุกคนจำเป็นต้องมีบรรทัดฐาน ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติยึดถือเพื่อความสงบเรียบร้อย ความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม

      2. กฎหมายเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ พลเมืองไทยทุกคนต้องปฏิบัติตนตามข้อบังคับของกฎหมาย ถ้าใครฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับโทษ กฎหมายจะเกี่ยวข้องกับ การดำรงชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย

      3. กฎหมายก่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม คนเราทุกคนย่อมต้องการความ ยุติธรรมด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะตัดสินว่าการกระทำใดถูกต้องหรือไม่นั้น ย่อมต้องมีหลักเกณฑ์ ฉะนั้น กฎหมายจึงเป็นกฎเกณฑ์สำคัญที่เป็นหลักของความยุติธรรม

      4. กฎหมายเป็นหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การกำหนดนโยบายพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าไปในทางใด หรือคุณภาพของพลเมืองเป็นอย่างไร จำเป็นต้องมีกฎหมายออกมาใช้บังคับ เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมายของการพัฒนาที่กำหนดไว้ ดังจะเห็นได้จากการที่กฎหมายได้กำหนดให้บุคคลมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยรัฐเป็นผู้จัดการศึกษาให้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายนั้น ย่อมส่งผลให้ คุณภาพด้านการศึกษาของประชาชนสูงขึ้น หรือการที่กฎหมายกำหนดให้ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ พิทักษ์ปกป้อง และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย่อมทำให้สังคมและสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนมีมาตรฐานดีขึ้น

4. การแบ่งประเภทของกฎหมาย มีการแบ่งตามหลักเกณฑ์ใดบ้าง?
กฎหมายสารบัญญัติ ( Substantive ) หมายถึงกฎหมายที่เป็นส่วนเนื้อแท้ของกฎหมาย ที่ใช้บังคับความประพฤติของพลเมือง ทั้งในทางแพ่งและทางอาญา เช่น กฎหมายอาญา กำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดต้องได้รับโทษ อย่างไรเป็นต้น

กฎหมายวิธีสบัญญัติ ( Adjective or Procedural Law ) หมายถึงกฎหมายที่กล่าวถึงกระบวนวิธีการที่จะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งแพ่งและอาญา เช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นต้น

5. ให้นักเรียนเขียน ศักดิ์ หรือลำดับชั้นของกฎหมาย เรียงจากสูงไปหาต่ำ?
ข้อบัญญัติท้องถิ่น

6. ที่มาของกฎหมายในระบบ Civil Law มีอะไรบ้าง?
ซีวิลลอว์ (อังกฤษcivil law) เป็นระบบกฎหมายซึ่งได้รับอิทธิพลจากกฎหมายโรมัน ลักษณะพื้นฐานของซีวิลลอว์คือ เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นระบบประมวล และมิได้ตัดสินตามแนวคำพิพากษาของศาล ระบบกฎหมายดังกล่าวจึงได้ยึดถือฝ่ายนิติบัญญัติเป็นบ่อเกิดหลักของกฎหมาย และระบบศาลมักจะใช้วิธีพิจารณาโดยระบบไต่สวน และศาลจะไม่ผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนๆ
ในเชิงความคิด ซีวิลลอว์เป็นกลุ่มของแนวคิดและระบบกฎหมายซึ่งได้รับมาจากประมวลกฎหมายจัสติเนียน รวมไปถึงกฎหมายของชนเผ่าเยอรมัน สงฆ์ ระบบศักดินา และจารีตประเพณีภายในท้องถิ่นเอง รวมไปถึงความคิดเช่น กฎหมายธรรมชาติ แนวคิดในการจัดทำประมวลกฎหมายและกลุ่มปฏิฐานนิยม (กลุ่มที่ยึดถือกฎหมายที่บัญญัิติไว้เป็นหลัก)
ซีวิลลอว์ดำเนินจากนัยนามธรรม วางระเบียบหลักการทั่วไป และแบ่งแยกกฎระเบียบสารบัญญัติออกจากระเบียบพิจารณาความ ในระบบนี้จะให้ความสำคัญกับกฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นอันดับแรก เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏขึ้น จะพิจารณาก่อนว่ามีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติไว้หรือไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว ถ้ามีก็จะนำกฎหมายลายที่บัญญัติไว้นั้นนำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริง หากไม่มีกฎหมายให้พิจารณาจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นนั้นๆ จารีตประเพณีก็คือ ประเพณีที่ประพฤติและปฏิบัติกันมานมนาน และไม่ขัดต่อศีลธรรม ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าผิด และถ้าไม่มีจารีตประเพณีที่เกี่ยวข้อง กฎหมายจะอนุโลมให้ใช้บทบัญญัติที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งก่อน จนในที่สุดหากยังไม่มีบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งอีก ก็จะให้นำหลักกฎหมายทั่วไปมาปรับใช้ ดังนั้นในระบบนี้จึงไม่ยึดหลักคำพิพากษาเดิม จะต้องดูตัวบทก่อนแล้วถึงจะตัดสินคดีได้

7. ที่มาของกฎหมายในระบบ Common Law มีอะไรบ้าง?
 กฎหมายคอมมอน ลอว์ (Common Law) เป็นกฎหมายที่วิวัฒนาการมาจากคำพิพากษาของศาลพระมหากษัตริย์หรือศาลหลวง (King’s Court) อันเนื่องมาจากเดิมการพิจารณาคดีของศาลในแคว้นต่างๆ มีการพิจารณาคดีตามจารีตประเพณีของแคว้นหรือชนเผ่าตนเอง ทำให้เกิดปัญหาเมื่อมีการกระทำความผิดหรือมีข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันเกิดขึ้นต่างแคว้นกัน ศาลในแต่ละแคว้นตัดสินแตกต่างกัน ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ดังนั้น พระเจ้าวิลเลี่ยม จึงจัดตั้งศาลพระมหากษัตริย์หรือศาลหลวง (King’s Court) โดยมีการคัดเลือกผู้พิพากษาที่มีความรู้ ความสามารถจากส่วนกลางหมุนเวียนออกไปพิจารณาคดีในศาลท้องถิ่นทั่วทุกแคว้น มีการพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวน (Inquisitorial System) แทนการพิจารณาคดีแบบเดิม โดยถือว่าเมื่อศาลหลวงมีคำพิพากษาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอย่างใดแล้วศาลอื่น ๆ ต้องผูกพันพิพากษาคดีตามศาลหลวง ซึ่งในระยะต้น ๆ มีปัญหาขัดแย้งในการพิพากษาคดีมาก เพราะแต่ละแคว้นก็มีจารีตประเพณีเป็นของตนเอง การใช้กฎหมายบังคับจึงต้องใช้กฎหมายจารีตประเพณีของแต่ละท้องถิ่น แต่ในระยะต่อมาความขัดแย้งเหล่านี้ค่อย ๆ หมดไปเกิดเป็นจารีตประเพณีที่ถือเป็นหลักเกณฑ์และข้อบังคับที่มีลักษณะเป็นสามัญ (Common) และใช้กันทั่วไปในศาลทุกแคว้น ด้วยเหตุนี้กฎหมายคอมมอน ลอว์ จึงเริ่มเกิดขึ้นประเทศอังกฤษนับแต่นั้นเป็นต้นมา
เนื่องจากจารีตประเพณีที่ใช้บังคับมิได้มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ศาลจึงเป็นผู้ที่นำจารีตประเพณีมาใช้และพิจารณาพิพากษาคดีโดยอาศัยประเพณีดังกล่าว คำพิพากษาศาลได้มีการบันทึกเอาไว้เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ผู้พิพากษาคนต่อ ๆ มาใช้เป็นแบบอย่าง (Precedent) กล่าวคือ เมื่อศาลใดได้วินิจฉัยปัญหาใดไว้ครั้งหนึ่งแล้วศาลต่อ ๆ มาซึ่งพิจารณาคดี ซึ่งมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างเดียวกันย่อมต้องผูกพันในอันที่จะต้องพิพากษาตามคำพิพากษาก่อน ๆ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างนั้นด้วยคำพิพากษาของศาลจึงมีลักษณะเป็นกฎหมายอย่างหนึ่ง
8. ระบบกฎหมายในปัจจุบันมีกี่ระบบ ระบบใดบ้าง?
กฎหมายเปรียบเทียบแบ่งออกเป็น 4 ระบบ ดังนี้

         1.ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law System)
เป็นระบบที่ใช้กันในเครือจักรภพอังกฤษและในสหรัฐอเมริกา โดยจะใช้คำพิพากษาที่ศาลเคยวางหลักไว้แล้วเป็นหลักในการพิจารณา ระบบนี้มีกฎหมายที่บัญญัติโดยรัฐสภาเช่นเดียวกับประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย แต่ระบบกฎหมายทั่วไปนี้ จะให้อำนาจผู้พิพากษาในการตีความกฎหมายอย่างมาก จึงลดทอนความสำคัญของกฎหมายของรัฐสภาลง และจะตีความในลักษณะจำกัดเท่าที่ลายลักษณ์อักษรไว้บัญญัติเท่านั้น 
2.ระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law System)
เป็นระบบที่ใช้กันในภาคพื้นทวีปยุโรป โดยมีหลักกฎหมายซึ่งสืบทอดมาจากหลักกฎหมายโรมัน ในการเรียนการสอนกฎหมายของบางประเทศ เช่น เยอรมัน จะต้องเรียนรู้ภาษาลาตินก่อนจึงจะสามารถเรียนกฎหมายได้ ประมวลกฎหมายสำคัญซึ่งเป็นที่ยอมรับกันและเป็นตัวอย่างให้กับนานาประเทศ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ระบบกฎหมายนี้ ผู้พิพากษาสามารถตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรในลักษณะขยายความได้ โดยมีหลักว่า ผู้พิพากษาจะต้องค้นหากฎหมายที่จะนำมาตัดสินคดีความจากกฎหมายลายลักษณ์อักษรก่อน หากไม่ได้จึงจะใช้หลักกฎหมายทั่วไป และกฎหมายจารีตประเพณี 
3.ระบบกฎหมายศาสนา (Religious Law System)
หมายถึงระบบกฎหมายที่พึ่งพิงกับระบบทางศาสนาหรือใช้คัมภีร์ทางศาสนาเป็นกฎหมาย ซึ่งมักจะมีวิธีการใช้กฎหมายที่แตกต่างกันออกไป อาทิ การใช้ฮาลัคกาห์ของยิวในกฎหมายมหาชน ถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นได้ lขณะที่การใช้กฎหมายอิสลามขี่นอยู่กับบรรทัดฐานการใช้กฎหมายที่มีมาก่อนและการตีความด้วยการเทียบเคียงเป็นต้น 
4.ระบบกฎหมายผสมผสาน (Pluralistic Systems)
หมายถึงระบบที่ใช้การผสมผสานจากสามระบบข้างต้น ซึ่งมักเกิดจากอิทธิพลทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างระบบกฎหมายขึ้น เช่น มาเลเชียใช้ระบบกฎหมายทั่วไปเป็นหลักผสมผสานกับระบบกฎหมายศาสนา อิยิปต์ใช้ระบบกฎหมายศาสนาเป็นหลักผสมผสานกับระบบประมวลกฎหมาย เป็นต้น

9. ประเทศไทย เป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายใด? 



ระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law System)


10. องค์ประกอบสำคัญของ "รัฐ" มีอะไรบ้าง?
องค์ประกอบสำคัญของรัฐ มี 4 ประการ คือ 


1. ประชากร รัฐทุกรัฐจะต้องมีประชากรจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมายและมีประโยชน์ร่วมกัน จำนวนประชากรของแต่ละรัฐอาจมีมากน้อยแตกต่างกันไป ที่สำคัญคือ จะต้องมีประชากรดำรงชีพอยู่ภายในขอบเขตของรัฐนั้น

2. ดินแดน รัฐต้องมีดินแดนอันแน่นอนของรัฐนั้น กล่าวคือ มีเส้นเขตแดนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั้งโดยข้อเท็จจริงและโดยสนธิสัญญา ทั้งนี้รวมถึงพื้นดิน พื้นน้ำและพื้นอากาศ

3. อำนาจอธิปไตย อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจรัฐ หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ทำให้รัฐสามารถดำเนินการทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองภายในและภายนอก

4. รัฐบาล รัฐบาลคือ องค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินงานของรัฐในการปกครองประเทศ รัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่สาธารณะสนองเจตนารมย์ของสาธารณชนในรัฐ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและป้องกันการรุกรานจากรัฐอื่น รัฐบาลเป็นองค์กรทางการเมืองที่ขาดไม่ได้ของรัฐ




วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012


การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2012 มีกำหนดจัดการเลือกตั้งในวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน 2012 ตามเวลาในท้องถิ่น ซึ่งเป็นตามกฎการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกๆ 4 ปีจะจัดการเลือกตั้ง 1 ครั้ง โดยครั้งนี้นับเป็นการจัดการเลือกตั้งครั้งที่ 57
สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 57 นี้ บารัค โอบาม่า จาก พรรคเดโมแครก ได้ลงสมัครชิงเก้าอี้ตำแหน่งเดิมเป็นสมัยที่ 2 โดยมีคู่แข่งคนสำคัญคือ มิตต์ รอมมีย์ จาก พรรครีพลับลีกัน นอกจากผู้สมัครรายใหญ่ทั้ง 2 คนแล้ว ยังมีผู้สมัครคนอื่นๆ ได้แก่ แกรี่ จอห์นสัน จาก พรรคลิเบอร์ทาเรียน , จิล สตีนน์ จาก พรรคกรีน , เวอร์กิล กู๊ดด์ จาก พรรคคอนซิททูชั่น และ ร็อกกี้ แอนเดอร์สัน จาก พรรคจัสติส
ส่วนการนับผลการเลือกตั้ง ประชาชนจะทราบผลงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ธันวาคม 2012 ซึ่งจะแบ่งผลออกเป็น 2 แบบ คือ ป๊อปปูล่าร์ โหวต และ อีเล็กทรอรอล โหวต เนื่องจากการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ประชาชนจะเลือกผู้แทนของพวกเขา เข้าไปเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกทีหนึ่ง การเลือกตั้งจากประชาชนจึงเหมือนเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม ซึ่งผลสุดท้ายต้องได้ อีเล็กทรอรอล โหวต มากกว่า 270 โหวต หรือเท่ากับ
ขณะที่กติกาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ยังได้กำหนดไว้ว่า ผู้ชนะได้ไปทั้งหมด หมายความว่า ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากประชาชนในมลรัฐนั้นๆ ก็จะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด ดังนั้นหากมลรัฐใดมีจำนวนผู้เลือกตั้งมาก ก็ย่อมเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย (55 ที่) รัฐเท็กซัส (34 ที่) รัฐนิวยอร์ก (31 ที่) หรือ รัฐฟลอริด้า (27 ที่) เป็นต้น
ภายหลังจากการทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ก็จะมีขึ้นในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยประธานาธิบดีคนเดิมจะดำรงตำแหน่งอยู่จนเวลาเที่ยงวันของวันนั้น

สำนักข่าวต่างประเทศได้เปิดเผย โพลสำรวจและการคาดคะเนผลคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012 ล่าสุด (4 พฤศจิกายน) พบว่ามีความเป็นไปได้ที่ บารัค โอบามา จะยังคงรักษาเก้าอี้ประธานาธิบดีเอาไว้ได้เช่นเดิม เหนือคะแนนของ มิตต์ รอมนีย์ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีผลคะแนนที่ใกล้เคียงสูสีมากอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของอเมริกา
จากผลการสำรวจพบว่า โอบามา ยังครองใจคนแถบชายฝั่ง ทั้งตะวันออกและตะวันตก ซึ่งได้เปรียบจากการได้มลรัฐที่มีตัวแทนเสียงมาก เช่น แคลิฟอร์เนีย (55 เสียง) นิวยอร์ก (29 เสียง) หรือ อิลลินอยส์ (20 เสียง)
ขณะที่ รอมนีย์ ครองใจคนภาคกลางและภาคใต้ของอเมริกาเสียส่วนใหญ่ แต่ได้มลรัฐที่มีตัวแทนไม่มากนัก จุดยุทธศาสตร์สำคัญของรอมนีย์ คือ เท็กซัส (38 เสียง) และ จอร์เจีย (16 เสียง)
ส่วน สมรภูมิเลือกตั้งที่สำคัญ ซึ่งเป็นมลรัฐที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า เอนเอียงหรือจะเลือกพรรคใด ประกอบด้วยมลรัฐใหญ่ๆ อย่าง ฟลอริด้า (29 เสียง) โอไฮโอ (18 เสียง) หรือ นอร์ท แคโรไลนา (15 เสียง) เป็นต้น
ซึ่งมลรัฐที่ระบุเสียงในโพลไม่ได้นี้ นับเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่จะทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้ มีผลคะแนนเลือกตั้งที่สูสีและคาดการณ์ได้ยาก เช่นเดียวกับที่หลายสำนักข่าวทั่วโลก เรียกว่า "หายใจรดต้นคอ" กันและกัน
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายนนี้ ตามเวลาในท้องถิ่น


ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012 ผ่านมา 

สำนักข่าวเอพีรายงานจากเมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012 ผ่านพ้นไป 4 วัน การนับคะแนนในเขตมลรัฐฟลอริดา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเพิ่งจะแล้วเสร็จ ปรากฏว่า ประธานาธิบดีบารัค โฮบามา ตัวแทนของพรรคเดโมแครต สามารถเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญ คือ นายมิตต์ รอมนีย์ ของพรรครีพับลิกันได้อีก โดยโอบามาได้คะแนนเสียงสนับสนุนจากรัฐนี้ 50 % ส่วนรอมนีย์ได้ 49.1 % ส่วนต่างโอบามาได้มากกว่าประมาณ 74,000 คะแนน
ผลคะแนนล่าสุด ทำให้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งสุดท้ายของโอบามาขยับไปอยู่ที่ 332 ส่วนรอมนีย์มี 206 ชนะขาดลอย นอกจากนั้น การชนะของโอบามาในรัฐนี้ ยังหมายถึง เขาสามารถเอาชนะรอมนีย์ใน “สวิง สเตท” หรือรัฐที่ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่ง ระหว่าง 2 พรรคใหญ่ เดโมแครต-รีพับลิกัน ได้ถึง 8 รัฐจากทั้งหมด 9 รัฐสำคัญ โดยโอบามาแพ้รอมนีย์แต่รัฐเดียวคือ นอร์ธแคโรไลนา ส่วน 8 รัฐสวิง สเตท ที่โอบามาชนะ นอกจากฟลอริดา แล้ว ส่วนที่เหลือประกอบด้วย โอไฮโอ, ไอโอวา, นิวแฮมเชียร์, วิสคอนซิน, เวอร์จิเนีย, โคโลราโด และ เนวาดา.


สรุปผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ล่าสุด ระหว่าง บารัก โอบามา ประธานาธิบดี และผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต และมิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันนั้น ผลล่าสุด ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า โอบามา ได้คะแนนของคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ (Electoral College) ทั้งสิ้น 303 เสียง ซึ่งเกินเสียงข้างมาก 270 เสียง ส่วน มิตต์ รอมนีย์ ได้ 203 เสียง โดยคะแนนป็อบปูลาร์โหวต ที่ไปเลือกคณะผู้เลือกตั้งอีกทีหนึ่งนั้น โอบามา ได้ 52.9 ล้านเสียง ส่วน รอมนีย์ ได้ 52.2 ล้านเสียง  โดยขณะนี้หลายรัฐยังนับคะแนนไม่เสร็จ รวมทั้ง รัฐอะแลสกา ซึ่งอยู่ตอนเหนือสุดไปทางทิศตะวันตกใกล้กับไซบีเรียของรัสเซียด้วย  ส่วนคะแนนวุฒิสมาชิก นิวยอร์กไทม์ รายงานว่า พรรคเดโมแครต ได้เสียงวุฒิสมาชิก 52 เสียง พรรครีพับลิกันได้ 44 เสียง ผู้สมัครอิสระได้ 1 เสียง  และยังอยู่ระหว่างนับคะแนนอีก 3 เสียง  ส่วนคะแนนสภาผู้แทนราษฎรนั้น ขณะที่ รายงานอยู่นี้ นิวยอร์กไทม์ รายงานว่า พรรครีพับลิกันได้ 218 เสียง  พรรคเดโมแครตได้ 159 เสียง และเหลืออีก 56 เขต ที่ยังไม่ทราบผลคะแนนทั้งนี้ มีแนวโน้มที่ พรรครีพับลิกัน จะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เหมือนเลือกตั้งคราวที่แล้ว ขณะที่ พรรคเดโมแครต จะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาด้าน รอมนีย์ ได้ปราศรัยยอมรับว่า ชัยชนะเป็นของ โอบามา และว่าเขาได้ภาวนาให้ประธานาธิบดี ประสบความสำเร็จในการนำประเทศไปอีก 4 ปี  โดยกล่าวว่า นี่เป็นเวลาที่จะท้าทายอย่างยิ่งของอเมริกา รอมนีย์ กล่าวว่า ประเทศอยู่ในจุดวิกฤติ และไม่สามารถเสี่ยงกับการทะเลาะวิวาทแบบแบ่งเป็นฝักฝ่ายได้ เขากล่าวถึง โอบามา ด้วยว่า จะต้องก้าวข้ามทางเดินเพื่อทำงานสำหรับประชาชน