หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555


การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012


การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2012 มีกำหนดจัดการเลือกตั้งในวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน 2012 ตามเวลาในท้องถิ่น ซึ่งเป็นตามกฎการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกๆ 4 ปีจะจัดการเลือกตั้ง 1 ครั้ง โดยครั้งนี้นับเป็นการจัดการเลือกตั้งครั้งที่ 57
สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งที่ 57 นี้ บารัค โอบาม่า จาก พรรคเดโมแครก ได้ลงสมัครชิงเก้าอี้ตำแหน่งเดิมเป็นสมัยที่ 2 โดยมีคู่แข่งคนสำคัญคือ มิตต์ รอมมีย์ จาก พรรครีพลับลีกัน นอกจากผู้สมัครรายใหญ่ทั้ง 2 คนแล้ว ยังมีผู้สมัครคนอื่นๆ ได้แก่ แกรี่ จอห์นสัน จาก พรรคลิเบอร์ทาเรียน , จิล สตีนน์ จาก พรรคกรีน , เวอร์กิล กู๊ดด์ จาก พรรคคอนซิททูชั่น และ ร็อกกี้ แอนเดอร์สัน จาก พรรคจัสติส
ส่วนการนับผลการเลือกตั้ง ประชาชนจะทราบผลงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ธันวาคม 2012 ซึ่งจะแบ่งผลออกเป็น 2 แบบ คือ ป๊อปปูล่าร์ โหวต และ อีเล็กทรอรอล โหวต เนื่องจากการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ประชาชนจะเลือกผู้แทนของพวกเขา เข้าไปเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกทีหนึ่ง การเลือกตั้งจากประชาชนจึงเหมือนเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม ซึ่งผลสุดท้ายต้องได้ อีเล็กทรอรอล โหวต มากกว่า 270 โหวต หรือเท่ากับ
ขณะที่กติกาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ยังได้กำหนดไว้ว่า ผู้ชนะได้ไปทั้งหมด หมายความว่า ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากประชาชนในมลรัฐนั้นๆ ก็จะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมด ดังนั้นหากมลรัฐใดมีจำนวนผู้เลือกตั้งมาก ก็ย่อมเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย (55 ที่) รัฐเท็กซัส (34 ที่) รัฐนิวยอร์ก (31 ที่) หรือ รัฐฟลอริด้า (27 ที่) เป็นต้น
ภายหลังจากการทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พิธีรับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ ก็จะมีขึ้นในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยประธานาธิบดีคนเดิมจะดำรงตำแหน่งอยู่จนเวลาเที่ยงวันของวันนั้น

สำนักข่าวต่างประเทศได้เปิดเผย โพลสำรวจและการคาดคะเนผลคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012 ล่าสุด (4 พฤศจิกายน) พบว่ามีความเป็นไปได้ที่ บารัค โอบามา จะยังคงรักษาเก้าอี้ประธานาธิบดีเอาไว้ได้เช่นเดิม เหนือคะแนนของ มิตต์ รอมนีย์ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ จะมีผลคะแนนที่ใกล้เคียงสูสีมากอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของอเมริกา
จากผลการสำรวจพบว่า โอบามา ยังครองใจคนแถบชายฝั่ง ทั้งตะวันออกและตะวันตก ซึ่งได้เปรียบจากการได้มลรัฐที่มีตัวแทนเสียงมาก เช่น แคลิฟอร์เนีย (55 เสียง) นิวยอร์ก (29 เสียง) หรือ อิลลินอยส์ (20 เสียง)
ขณะที่ รอมนีย์ ครองใจคนภาคกลางและภาคใต้ของอเมริกาเสียส่วนใหญ่ แต่ได้มลรัฐที่มีตัวแทนไม่มากนัก จุดยุทธศาสตร์สำคัญของรอมนีย์ คือ เท็กซัส (38 เสียง) และ จอร์เจีย (16 เสียง)
ส่วน สมรภูมิเลือกตั้งที่สำคัญ ซึ่งเป็นมลรัฐที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า เอนเอียงหรือจะเลือกพรรคใด ประกอบด้วยมลรัฐใหญ่ๆ อย่าง ฟลอริด้า (29 เสียง) โอไฮโอ (18 เสียง) หรือ นอร์ท แคโรไลนา (15 เสียง) เป็นต้น
ซึ่งมลรัฐที่ระบุเสียงในโพลไม่ได้นี้ นับเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่จะทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้ มีผลคะแนนเลือกตั้งที่สูสีและคาดการณ์ได้ยาก เช่นเดียวกับที่หลายสำนักข่าวทั่วโลก เรียกว่า "หายใจรดต้นคอ" กันและกัน
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายนนี้ ตามเวลาในท้องถิ่น


ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012 ผ่านมา 

สำนักข่าวเอพีรายงานจากเมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2012 ผ่านพ้นไป 4 วัน การนับคะแนนในเขตมลรัฐฟลอริดา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเพิ่งจะแล้วเสร็จ ปรากฏว่า ประธานาธิบดีบารัค โฮบามา ตัวแทนของพรรคเดโมแครต สามารถเอาชนะคู่แข่งคนสำคัญ คือ นายมิตต์ รอมนีย์ ของพรรครีพับลิกันได้อีก โดยโอบามาได้คะแนนเสียงสนับสนุนจากรัฐนี้ 50 % ส่วนรอมนีย์ได้ 49.1 % ส่วนต่างโอบามาได้มากกว่าประมาณ 74,000 คะแนน
ผลคะแนนล่าสุด ทำให้จำนวนคณะผู้เลือกตั้งสุดท้ายของโอบามาขยับไปอยู่ที่ 332 ส่วนรอมนีย์มี 206 ชนะขาดลอย นอกจากนั้น การชนะของโอบามาในรัฐนี้ ยังหมายถึง เขาสามารถเอาชนะรอมนีย์ใน “สวิง สเตท” หรือรัฐที่ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่ง ระหว่าง 2 พรรคใหญ่ เดโมแครต-รีพับลิกัน ได้ถึง 8 รัฐจากทั้งหมด 9 รัฐสำคัญ โดยโอบามาแพ้รอมนีย์แต่รัฐเดียวคือ นอร์ธแคโรไลนา ส่วน 8 รัฐสวิง สเตท ที่โอบามาชนะ นอกจากฟลอริดา แล้ว ส่วนที่เหลือประกอบด้วย โอไฮโอ, ไอโอวา, นิวแฮมเชียร์, วิสคอนซิน, เวอร์จิเนีย, โคโลราโด และ เนวาดา.


สรุปผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ล่าสุด ระหว่าง บารัก โอบามา ประธานาธิบดี และผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต และมิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันนั้น ผลล่าสุด ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า โอบามา ได้คะแนนของคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ (Electoral College) ทั้งสิ้น 303 เสียง ซึ่งเกินเสียงข้างมาก 270 เสียง ส่วน มิตต์ รอมนีย์ ได้ 203 เสียง โดยคะแนนป็อบปูลาร์โหวต ที่ไปเลือกคณะผู้เลือกตั้งอีกทีหนึ่งนั้น โอบามา ได้ 52.9 ล้านเสียง ส่วน รอมนีย์ ได้ 52.2 ล้านเสียง  โดยขณะนี้หลายรัฐยังนับคะแนนไม่เสร็จ รวมทั้ง รัฐอะแลสกา ซึ่งอยู่ตอนเหนือสุดไปทางทิศตะวันตกใกล้กับไซบีเรียของรัสเซียด้วย  ส่วนคะแนนวุฒิสมาชิก นิวยอร์กไทม์ รายงานว่า พรรคเดโมแครต ได้เสียงวุฒิสมาชิก 52 เสียง พรรครีพับลิกันได้ 44 เสียง ผู้สมัครอิสระได้ 1 เสียง  และยังอยู่ระหว่างนับคะแนนอีก 3 เสียง  ส่วนคะแนนสภาผู้แทนราษฎรนั้น ขณะที่ รายงานอยู่นี้ นิวยอร์กไทม์ รายงานว่า พรรครีพับลิกันได้ 218 เสียง  พรรคเดโมแครตได้ 159 เสียง และเหลืออีก 56 เขต ที่ยังไม่ทราบผลคะแนนทั้งนี้ มีแนวโน้มที่ พรรครีพับลิกัน จะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เหมือนเลือกตั้งคราวที่แล้ว ขณะที่ พรรคเดโมแครต จะครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาด้าน รอมนีย์ ได้ปราศรัยยอมรับว่า ชัยชนะเป็นของ โอบามา และว่าเขาได้ภาวนาให้ประธานาธิบดี ประสบความสำเร็จในการนำประเทศไปอีก 4 ปี  โดยกล่าวว่า นี่เป็นเวลาที่จะท้าทายอย่างยิ่งของอเมริกา รอมนีย์ กล่าวว่า ประเทศอยู่ในจุดวิกฤติ และไม่สามารถเสี่ยงกับการทะเลาะวิวาทแบบแบ่งเป็นฝักฝ่ายได้ เขากล่าวถึง โอบามา ด้วยว่า จะต้องก้าวข้ามทางเดินเพื่อทำงานสำหรับประชาชน






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น